วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

งานสถาปัตยกรรมในงาน รับเหมาก่อสร้าง คืออะไร

งานสถาปัตยกรรมในงาน รับเหมาก่อสร้าง คืออะไร

คำว่า “สถาปัตยกรรม” เวลาที่พูดในในแวดวงคนทั่วไป ที่ไม่ใช่ช่าง ไม่ใช่ ผู้รับเหมา วิศวกร หรือสถาปนิก สิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจ เกี่ยวกับคำนี้ อาจจะหมายถึง เรื่องของสิ่งสวยๆ งามๆ ที่เป็นงานในแนวศิลปกรรม เพื่อการตกแต่งประดับประดาเป็นส่วนใหญ่ แต่สิ่งนี้ หากพูดกันในงานการ รับเหมาก่อสร้าง หรืองานที่เกี่ยวกับการก่อสร้างแล้ว มีความหมายที่แตกต่างออกไป บางทีเวลา ผู้รับเหมา ไปรับงาน จะต้องพยายามอธิบายศัพท์ที่มีความเป็นเฉพาะแบบนี้ให้กับเจ้าของบ้าน ได้รับทราบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและเป็นอย่างถูกต้องชัดเจน


เหตุผลที่ต้องอธิบายในเรื่องนี้ ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันของ ผู้รับเหมา และ เจ้าของบ้าน รวมไปถึงทำให้เจ้าของบ้านเข้าใจในเนื้องาน เวลาหารือกับวิศวกร หรือ สถาปนิก จะได้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในความหมาย เดี๋ยวใครเกิดไปเจอเจ้าของบ้านที่นิยมชมชอบงานศิลปะ จะเข้าใจไปอีกทาง กลายเป็นเรื่องเอาปติมากรรม หรือ ต้องมีงานปูนปั้นมาลงเพิ่มเติมก็เป็นไปได้... นี่เป็นเรื่องของความคาดหวัง ที่เกิดจากความคลาดเคลื่อนเพราะคำศัพท์ !

งานสถาปัตยกรรม เมื่อใช้ในงานการ รับเหมาก่อสร้าง หรือ งานก่อสร้าง ทั่วไป หมายถึง งานก่อสร้างในส่วนที่ทำเพื่อให้เกิดความสวยงามเรียบร้อย เป็นสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาอย่างชัดเจน แต่ไม่ใช่แค่เรื่องงานตกแต่ง เป็นงานที่รวมเอาทั้งเรื่องของการตกแต่งและก่อสร้างเข้าไว้ด้วยกัน แต่เป็นส่วนของการทำให้เกิดความสวยงามเรียบร้อย เช่น งานการทำฝ้าเพดาน งานผนัง งานสี งานปูพื้น งานติดตั้งเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ทุกๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นชุดหลอดไฟ การเดินสายไฟ การติดตั้งสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ งานกระเบื้องผนัง งานกระเบื้องปูพื้น ฯลฯ. จะเห็นได้ว่างานในส่วนที่เรียกว่า งานสถาปัตยกรรม ในการทำงานก่อสร้างกินความหมายและเนื้องานค่อนข้างกว้าง ซึ่งถ้าพูดชัดๆ ก็เป็นเรื่องของการทำให้เกิดความเรียบร้อยของงาน และส่วนมาก งานในส่วน งานสถาปัตยกรรมนี้ จะเป็นงานส่วนท้ายๆ ของงาน รับเหมาก่อสร้าง เป็นส่วนใหญ่

สำหรับงานด้านสถาปัตยกรรม ในงานก่อสร้าง จะมีส่วนที่ต้องความสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ

1. ทำแล้วเกิดความสวยงามเรียบร้อย หรือ venvstas

2. มีความมั่นคงแข็งแรง ใช้งานได้อย่างปลอดภัย หรือ firmitas คือ นอกจากดูแล้วสวยยังต้องแข็งแรงและมีความปลอดภัยในการใช้งานอย่างสมบูรณ์ด้วย

3. มีประโยชน์ใช้งานได้จริง หรือ vtilitas ซึ่งจุดนี้ทำให้คำว่า สถาปัตยกรรมของงานก่อสร้าง ไม่เป็นแค่เรื่องความงามในแบบ ทัศนศิลป์เท่านั้น แต่ยังเน้นเรื่องประโยชน์ในการใช้งานจริง

ซึ่งทั้ง 3 ประการนี้ต้องเกิดขึ้นและมีความสมดุลกัน จึงจะถือว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบ

เรื่องนี้อาจจะดูเป็นเพียงคำศัพท์ปลีกย่อยในการทำงาน แต่หากในเวลาที่ ผู้รับเหมา ไปทำงาน รับเหมาก่อสร้าง แล้วเกิดเจ้าของบ้านมีความสงสัย หรือ อาจเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จะต้องสามารถอธิบายและให้รายละเอียดได้ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลดีต่อความเข้าใจกันในการทำงาน และยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของผู้รับเหมาเองอีกด้วย


ขอบคุณบทความจาก : houzzMate.com แหล่ง หาช่าง ผู้รับเหมา  

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เรื่องของ ผนังอิฐโชว์แนว งานก่อสร้างกำลังฮิตที่ ผู้รับเหมา ควรทำความเข้าใจ

เรื่องของ ผนังอิฐโชว์แนว งานก่อสร้างกำลังฮิตที่ ผู้รับเหมา ควรทำความเข้าใจ


หนึ่งในรูปแบบของผนังที่ได้รับความนิยมมากในขณะนี้ ก็คือ ผนังที่ก่ออิฐแล้วไม่มีการฉาบ หรือ ที่ทางช่างเรียกกันว่า ผนังอิฐโชว์แนว หรือ ผนังเปลือย ซึ่งมากับกระแสความนิยมงานก่อสร้างบ้านในแนวดิบๆ แต่เท่ห์ ที่เรียกว่า Loft ซึ่งการทำผนังแบบนี้ให้อารมณ์ของบ้านที่มีความแตกต่างและไม่เหมือนใคร เป็นจุดดึงดูดสายภายในบ้านได้เป็นอย่างดี และแน่นอน เมื่อมีคนที่อยากทำบ้านแบบนี้ ผู้รับเหมา ก็ต้องศึกษาหาความรู้ เพื่อที่จะได้สามารถทำงานแนวนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ... เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ความเข้าใจและทักษะในการก่อสร้างและจัดการผนังแบบนี้มากพอสมควร เพราะหากทำไม่ดี มันอาจเกิดปัญหาตามมาในระดับต้องทุบทิ้งทำใหม่กันเลยทีเดียว !!!

สิ่งที่ ผู้รับเหมา ควรทราบและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกำแพงอิฐโชว์แนวก็คือ... 

1. ผนังอิฐโชว์แนว หรือ ผนังเปลือย เป็นผนังที่ต้องระวังเรื่องความชื้น เนื่องจาก ไม่มีการฉาบปูนและทาสีทับ ดังนั้นความชื้นไม่ว่าจะมาจากภายนอก หรือ จากใต้ดิน จะเข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างง่ายดาย ทำให้ภายในบ้านเกิดความชื้น และอาจตามมาด้วยปัญหาเชื้อราและปลวกขึ้นบ้านได้ ในการก่อสร้างจะต้องเลือกใช้ปูนที่เหมาะสมและมีการป้องกันเรื่องความชื้น ซึ่งอาจจะเป็นการใช้สารเคลือบที่มีสีใส ไม่รบกวนการชมดูผิวแท้ของวัสดุ ซึ่งเป็นความต้องการของเจ้าของบ้าน

2. ผนังอิฐโชว์แนว เป็นผนังที่เหมาะจะทำเพียงด้านเดียว ไม่ควรทำทั้งสองด้าน เนื่องจากมันไม่สามารถป้องกันความชื้นและอุณหภูมิได้เหมือนผนังที่ฉาบปูนและทาสีทับ และด้านที่ควรทำเป็นผนังเปลือย หรือ อิฐโชว์แนว ควรเป็นด้านภายในบ้านที่ดูแลได้ง่ายกว่าด้านนอกควรฉาบปูนทาสี หรือ อย่างน้อยก็ควรเป็นผนังปูนเปลือยขัดมันและลงเคลือบ เพื่อป้องกันความชื้นไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้าน แต่หากเจ้าของบ้านต้องการ ผนังโชว์แนวด้านนอกด้วย อันนี้ต้องเพิ่มสารป้องกันชนิดพิเศษ และต้องทำหลังคาที่ยื่นยาวออกไปให้มากที่สุด เพื่อทำร่มเงาให้กับผนัง

3. ผนังอิฐโชว์แนว เป็นผนังที่เกิดรอยแตกร้าวได้ง่าย เรื่องนี้สำคัญมากๆ ! และ ผู้รับเหมา จะต้องทำความเข้าใจกับเจ้าของบ้านให้ดี เพราะหากว่าไปทำผนังไว้ใกล้กับบริเวณที่มีแรงสะเทือนบ่อยๆ อย่างเช่น อยู่ใกล้ด้านที่เป็นถนน ผนังอาจเกิดรอยแตกร้าวได้อย่างรวดเร็ว เพราะได้รับแรงสะเทือนจากรถที่วิ่งไปมาเป็นประจำ ซึ่งหากว่าเกิดรอยแตกร้าวขึ้นแล้ว แก้ไขให้คืนสภาพไม่ง่าย ! หากอยากให้สวยเหมือนเดิมอาจจะต้องถึงขนาดทุบทิ้งแล้วก่อใหม่กันเลยทีเดียว !!! ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่พบบ่อย ต้องระวังในเรื่องนี้ แต่สมมุติว่าเกิดปัญหาขึ้นไปแล้ว อาจจะเป็นการถูกเรียกไปซ่อมแซมแก้ไข วิธีแก้มี 3 ทางคือ ทุบแล้วก่อใหม่ (แต่หากปัจจัยที่ทำให้เกิดการแตกร้าวไม่ได้รับการแก้ไขป้องกันก็จะเกิดเหตุซ้ำเหมือนเดิม) หรือ เปลี่ยนเป็นผนังแบบฉาบปูนขัดมัน หรือ ที่เรียกว่าปูนเปลือยก็ลดปัญหาได้ระดับหนึ่ง หรือ... เปลี่ยนแนวไปเป็นผนังฉาบปูนทาสี ซึ่งแบบนี้ไม่ต้องกลัวเรื่องรอยแตกร้าวมากนัก เพราะแก้ไขได้ง่าย

เรื่องพวกนี้ เป็นเรื่องที่ ผู้รับเหมา ควรศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องปัญหาเทคนิคในการก่อสร้างเพื่อป้องกันปัญหาให้ดี เพื่อที่จะได้สามารถสร้าง ผนังอิฐโชว์แนว ได้อย่างสวยงามและใช้งานได้ยาวนาน ถูกใจลูกค้าที่เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งส่งผลต่อโอกาสในการได้งานมากขึ้นในอนาคตด้วย 

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกรูปแบบหลังคา ผู้รับเหมา ต้องแนะนำเจ้าของบ้าน

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกรูปแบบหลังคา ผู้รับเหมา ต้องแนะนำเจ้าของบ้าน


ผู้รับเหมา ที่ต้องทำงาน รับเหมาก่อสร้าง บ้าน ส่วนบุคล โดยทั่วไปแล้วจะทำงานตามแบบที่ได้รับมาจากเจ้าของบ้าน แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้ง ผู้รับเหมา จำเป็นที่จะต้องให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำเจ้าของบ้านในเรื่องรูปแบบของการก่อสร้าง เพื่อให้เกิดความเหมาะสมลงตัวในบ้านที่พักอาศัย เพราะบางครั้งแบบก็ไม่ได้ตอบสนองตรงกับพื้นที่และสภาพแวดล้อมเท่าใดนัก เพราะแบบอาจจะไม่ได้มาจากสถาปนิกที่มาร่างแบบจากหน้างานจริง บางทีเป็นแบบที่ซื้อมา หรือได้มาจากที่อื่น ดังนั้นก่อนลงมือก่อสร้างก็ต้องช่วยดูในเรื่องของความเหมาะสมด้วย และองค์ประกอบหนึ่งที่ ผู้รับเหมา ควรให้คำแนะนำกับเจ้าของบ้านก็คือ... หลังคา

หลังคาบ้าน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากส่วนหนึ่งของบ้านที่อยู่อาศัย นอกจากเป็นส่วนที่ปิดคลุมบ้านกันแดดกันฝนแล้ว ก็ยังมีผลต่อการอยู่อาศัยที่สบาย ไม่ร้อนอบอ้าว ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำฝนตกค้าง และต้องสอดรับกับทิศทางของแสงและลม เพื่อให้บ้านเย็น ตลอดจนถึงเรื่องของการลดใช้พลังงาน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจในปัจจุบันนี้ หากว่า ผู้รับเหมาก่อสร้าง สามารถให้คำแนะนำได้อย่างเหมาะสมและเกิดผลตามที่บอกกล่าว แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่สามารถสร้างเครดิตความน่าเชื่อถือให้กับตัวผู้รับเหมา เองได้เป็นอย่างดี

รูปแบบของหลังคาบ้านที่เหมาะสม ผู้รับเหมา สามารถพิจารณาได้จาก...

1. ความเหมาะสมในการใช้งานตามสภาพอากาศและภูมิประเทศ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องของการอยู่สบาย บ้านเราเป็นเมืองร้อน หลังคาที่ดีต้องมีความสามารถในการป้องกันความร้อนได้ดี ซึ่งอาจจะใช้ฉนวนเข้ามาเสริม แต่ที่ดียิ่งไปกว่านั้นก็คือ การออกแบบให้มันตรงตามหลักทิศทางลม และแสงแดด ซึ่งหลังคาที่หันหลบแดด ไม่ปล่อยให้แดดส่องลงมาเต็มพื้นที่สามารถทำได้ เรียกว่าการสร้างหลังคาตามแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ การทำแบบนี้ แสงแดดจะส่องเพียงแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งของหลังคาไม่ส่องเต็มพื้นที่ตลอดทั้งวัน ทำให้ความร้อนจากแสงแดดเข้าไปในบ้านลดลง และยังต้องคำนึงถึงทิศทางลมมรสุมในแต่ละฤดู ซึ่งหลังคาจะต้องสามารถปิดป้องน้ำฝนไม่ให้สาดเข้าบ้านในฤดูฝน แต่ต้อนรับลมให้เข้าสู่ตัวบ้านได้ง่ายในแต่ละช่วงของปีด้วย และนอกจากเรื่องการป้องกันความร้อนและน้ำฝนแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความสงบเงียบด้วย เพราะหากเป็นหลังคาของบ้านที่อยู่อาศัย หากว่าเกิดเสียงดังในเวลาฝนตก ก็เป็นสิ่งที่รบกวนการอยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

2. ความเหมาะสมในเรื่องงบประมาณ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะ ผู้รับเหมา ต้องเป็นหนึ่งในผู้ที่ควบคุมเรื่องค่าใช้จ่ายให้อยู่ในงบที่กำหนด ดังนั้นไม่ว่าจะมีความรู้และสามารถทำหลังคาได้ดีแค่ไหน ก็ต้องให้อยู่ในงบประมาณ แต่หากว่ามีความเหมาะสมและมีผลดีจริงๆ ในการเปลี่ยน เรื่องนี้ก็สามารถนำเสนอและแนะนำต่อเจ้าของบ้านได้

3. ความเหมาะสมกับตัวบ้าน เรื่องนี้ก็มีความสำคัญ แต่ไม่เพียงแค่มีจะต้องเป็นหลังคาที่ออกแบบมาให้สอดรับกลมกลืนกับรูปทรงของบ้านเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันถึงเรื่องของความสามารถในการรับน้ำหนักของโครงสร้าง ซึ่งโครงสร้างของหลังคาก็ทำจากวัสดุ ไม้ หรือ เหล็ก หากเป็นโครงไม้ก็ต้องเป็นไม้ที่มีคุณภาพ ป้องกันแมลงกินไม้ และทนทานไม่โก่งไม่งอง่าย เพราะส่วนของหลังคาเมื่อทำไปแล้วต้องใช้กันไปอีกนาน ไม่ง่ายในการเปลี่ยนใหม่

เรื่องของหลังคา เป็นอีกเรื่องที่ต้องใส่ใจให้มาก เพราะมีผลต่อความอยู่สบายของผู้อยู่อาศัย และหากเห็นว่าแบบที่ได้มา ดูยังมีความไม่เหมาะสมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่กล่าวมา ผู้รับเหมา ก็ควรเสนอแนะความคิดเห็นและอธิบายให้เจ้าของบ้านได้ทราบ ส่วนเขาจะตกลงใจปรับตามหรือไม่ อันนี้ก็อยู่ที่การพิจารณาของเจ้าของบ้าน แต่ก็ถือว่า ผู้รับเหมา ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว


วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ขั้นตอนการถมและปรับที่ ผู้รับเหมา ต้องรู้และตรวจสอบ

ขั้นตอนการถมและปรับที่ ผู้รับเหมา ต้องรู้และตรวจสอบ

ก่อนที่จะมีการก่อสร้างเกิดขึ้น งานแรกๆ ที่จะเกิดขึ้นบนพื้นที่ๆ จะมีการก่อสร้างก็คือ ขั้นตอนของการ ปรับพื้นที่ให้มีความเหมาะสมในการก่อสร้างเสียก่อน ซึ่งงานส่วนนี้บ่อยครั้งที่ ผู้รับเหมา จะยกให้เป็นหน้าที่ของทีมงานชุดอื่นเข้ามาจัดการ ก็คือ การไถ ถมดิน และบดอัด ปรับพื้นที่ให้มีความพร้อมในการก่อสร้าง แต่แม้ว่าจะเป็นงานที่สามารถให้ทีมงานชุดื่นเข้ามาจัดการ แต่ ตัวของ ผู้รับเหมาก่อสร้าง เอง ก็มีความจำเป็นที่จะต้องคอยทำการตรวจสอบ ดังนั้นจะต้องรู้ขั้นตอน และมีการเช็คอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการก่อสร้างขึ้นทั้งในระหว่างการก่อสร้างและหลังจากก่อสร้างเสร็จแล้ว...


การถมและปรับที่ ซึ่ง ผู้รับเหมา ต้องรู้และต้องคอยตรวจสอบ มีขั้นตอนดังนี้...

1. ขั้นตอนการเคลียร์พื้นที่ เป็นการทำให้พื้นดินเดิมมีความพร้อมที่จะถมดิน ซึ่งก็จะมีการตัดต้นไม้ กำจัดวัชพืช ขนย้ายเศษหิน หรือเศษวัสดุขนาดใหญ่ที่ไม่พึงประสงค์ออกไป ยิ่งเป็นพวก กิ่งไม้ ต้นไม้ หรือ วัชพืช ที่ผุพังเน่าเปื่อยได้ ต้องกำจัดออกไปให้หมด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ เมื่อมันเน่าสลาย จะทำให้เกิดการยุบตัวลงของพื้นดินในบริเวณนั้นๆ หากมีสิ่งก่อสร้างอยู่ด้านบน แน่นอนว่าเป็นปัญหาแน่นอน ! และเมื่อเคลียร์พื้นที่หน้าดินเสร็จ ก็ไถเพื่อปรับหน้าดินให้เรียบเสมอเพื่อรอขั้นตอนต่อไป ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ผู้รับเหมา จะต้องคอยตรวจสอบ อย่าให้หลงเหลือเศษวัสดุที่ไม่ต้องการอยู่ในพื้นที่ เพราะเมื่อถมดินทับไปแล้ว จะไม่สามารถตรวจสอบได้ !

2. ขั้นตอนการถมดิน เป็นการนำดินจากพื้นที่อื่นเข้ามาถมในพื้นที่ๆ จะก่อสร้าง ผู้รับเหมา ควรมีการตรวจสอบดูว่ามีสิ่งปลอมปนที่ไม่ต้องการเข้ามาด้วยหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นชนิดของดินที่ใช้ การปนของเศษวัชพืช ต้นไม้กิ่งไม้ หรือ ก้อนหินที่ไม่พึงประสงค์ และในการถมที่นั้น ที่ถูกต้องจะต้องนำดินมาเทลงเป็นกอง แล้วใช้รถแทรกเตอร์เข้ามาไถเกลี่ยให้เสมอไปเป็นชั้นๆ ซึ่งแน่นอนว่าต้องทำหลายครั้งเพื่อความเรียบเสมอและความแน่นของชั้นดิน ซึ่งดินแต่ละชั้นที่ถม เรียกว่า Lift thickness จะต้องมีความหนาอยู่ในระหว่าง 15 -10 เซนติเมตร และต้องมีการสำรวจส่องกล้องโดยช่างสำรวจ และมีการปักหมุดทำเครื่องหมาย เพื่อวัดระดับของดินที่ถม

3. ขั้นตอนการบดอัด เรื่องนี้จะต้องทำทุกๆ ครั้งที่มีการถมและเกลี่ยดินในแต่ละชั้น ซึ่งก่อนจะถึงการบดอัด จะต้องมีการรดน้ำ ในปริมาณที่เหมาะสมลงไปบนหน้าดิน เพื่อให้ดินมีความแน่น ซึ่งในการรดน้ำ เราสามารถคำนวณได้ด้วยหลักทาง Soil Mechanics หรือ ปฐพีกลศาสตร์ ภายในห้องทดลอง ว่าควรใช้ปริมาณน้ำเท่าไหร่และต้องบดอัดกี่เที่ยวจึงจะเหมาะสม เรื่องนี้หาก ผู้รับเหมา ไม่ชำนาญ ต้องหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยในการตรวจสอบให้

4. ขั้นตอนการปาดผิว เป็นการใช้รถเกรด เข้ามาทำการปรับพื้นที่ให้เรียบได้ระดับอีกครั้ง

5. ขั้นตอนการตรวจสอบความหนาแน่นของดิน เรื่องนี้ก็ควรใช้ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพื้นที่ๆ มีถมของเรามีความพร้อมที่จะเริ่มงานก่อสร้างได้แล้ว

นี่เป็นขั้นตอนในการถมและปรับที่ก่อนการก่อสร้างที่ ผู้รับเหมา ควรทราบและควรมีการตรวจสอบ อย่าเห็นว่าเรื่องถมดินเป็นเรื่องง่าย และละเลยไม่สนใจ เพราะ หากว่าพื้นดินที่จะทำการก่อสร้าง ไม่เรียบร้อย ก็จะส่งผลต่อการก่อสร้าง และสิ่งปลูกสร้างตามมาได้ในภายหลัง... ดังนั้นต้องระวังและมีการตรวจสอบอยู่เสมอ....

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สิ่งที่ ผู้รับเหมา ต้องทำหากต้องก่อสร้างในช่วงกลางคืน

สิ่งที่ ผู้รับเหมา ต้องทำหากต้องก่อสร้างในช่วงกลางคืน

การทำงานประเภท รับเหมาก่อสร้าง เป็นงานที่ ผู้รับเหมา ได้ทำสัญญากับผู้ว่าจ้าง ว่าจะดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่วางเอาไว้ หากว่าเกินกำหนด ก็จะถูกปรับเป็นเงิน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ผู้รับเหมา ส่วนใหญ่เป็นกังวลกันมาก เพราะอัตราค่าปรับนั้นสามารถทำให้ขาดทุนกันได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลย ที่ว่าเมื่อถึงเวลาใกล้จะครบกำหนดส่ง ผู้รับเหมา จะต้องพยายามเร่งงานกันอย่างถึงที่สุด ! และนั่นทำให้เกิดกรณีที่อาจจะต้องทำงานเพิ่มในเวลากลางคืน...

 การทำงานก่อสร้างในเวลากลางคืน ส่วนมาเกิดขึ้นเพราะมีความจำเป็นทั้งสิ้น คงไม่มี ผู้รับเหมา คนไหน อยากเสียค่าแรงเพิ่มอีกเป็นเท่าตัวสำหรับให้คนงานทำงานนอกเวลาปกติ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความจำเป็นมันก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ต้องหาทางทำให้งานเสร็จทันตามกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรับ แต่ในการที่จะทำงานในเวลากลางคืน ตามปกติแล้ว เป็นเวลาที่ไม่เหมาะสม ! เพราะงานก่อสร้างมักจะมีโอกาสที่จะก่อเสียงดังรบกวนผู้ที่อยู่รอบข้าง และมีกฎหมายที่บังคับเอาไว้ในเรื่องการก่อเหตุเดือดร้อนก่อความรำคาญ ซึ่งมีโทษ ! เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง

สิ่งที่ ผู้รับเหมา ควรที่จะต้องทำ หากจำเป็นต้องก่อสร้างในเวลากลางคืน คือ...

1. เรียนรู้เรื่องข้อกฎหมายให้เข้าใจอย่างชัดเจน และนอกเหนือจากกฎหมายทั่วไปที่ต้องทราบแล้ว ก็ยังมีเทศบัญญัติ เรื่องการก่อสร้างอีก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ผู้รับเหมา ต้องหาข้อมูลและทำการขออนุญาตให้ถูกต้อง เวลาในการทำการก่อสร้าง โดยทั่วไป จะอยู่ที่ 08.00 – 17.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่กฎหมายอนุญาตอยู่แล้ว หากมีงานต้องทำเพิ่มจะต้องมีการแจ้งขออนุญาตก่อน ซึ่งงานฐานรากจะอนุญาตไม่เกิน 18.00 น. และ งานโครงสร้างบนดิน จะอนุญาตไม่เกิน 22.00 น. เป็นต้น

2. จัดเวลาทำงานและทีมงานให้เหมาะสมตามที่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าเราจะเร่งงานอย่างไร แต่ก็ไม่สามารถทำการก่อสร้างได้นอกเหนือเวลาที่กำหนด ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนการทำงานในช่วงที่เร่งงานอย่างเป็นระบบ ทำงานเฉพาะในเวลาที่อนุญาตก่อน แล้วจึงเสริมทีมงานอื่นเข้าทำงานส่วนอื่นเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้ทำผิดกฎหมาย หรือ เทศบัญญัติ ซึ่งเรื่องนี้ต้องนัดเวลากันให้เหมาะสมที่จะทำงานต่อเนื่องได้อย่างถูกต้อง

3. ป้องกันเรื่องเสียง เรื่องนี้สำคัญมาก การทำงานก่อสร้างในเวลากลางคืน จะเกิดปัญหาก็ต่อเมื่อมีเสียงดังรบกวนผู้ที่อยู่รอบข้าง และนำมาซึ่งการแจ้งความหรือ มีเรื่องร้องเรียน ดังนั้น ผู้รับเหมา จะต้องวางมาตรการป้องกันปัญหาเรื่องเสียงเป็นเรื่องหลัก งานไหนใช้เสียง ต้องควบคุมให้อยู่ในเวลาที่ได้รับอนุญาต งานที่ไม่ใช้เสียง ก็สามารถทำต่อหลังจากนั้น ทำให้งานสามารถเดินได้อย่างไม่สะดุด และทันตามเวลา และต้องไม่ลืมคอยตรวจสอบระดับความดังของเสียงไม่ให้เกินตามที่กฎหมายระบุไว้ด้วย

4. อย่านิ่งนอนใจเมื่อมีคนที่อาศัยอยู่รอบสถานที่ก่อสร้างมาบอกกล่าวเรื่องปัญหาเสียง หรือ งานก่อสร้างรบกวน อันนี้ก็สำคัญ เพราะส่วนมากก่อนที่จะเป็นปัญหาถึงระดับฟ้องร้องหรือ แจ้งความเอาผิด ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะมาบอกกล่าวก่อน ต้องจัดการให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการลดการรบกวน หรือ มีการชดเชยที่เหมาะสม บางครั้ง สามารถพูดจาและทดแทนในสิ่งอื่นให้ได้ ก็จะทำให้เรื่องราวไม่ลุกลามบานปลาย...

เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ ผู้รับเหมา ควรจะต้องกระทำหากจำเป็นที่จะต้องทำงานในเวลากลางคืน... แต่ที่ดีที่สุดก็คือ พยายามทำงานให้ได้ตามเวลางานที่เหมาะสมในเวลาที่กำหนด ซึ่งก็อยู่ที่การวางแผนการก่อสร้าง ที่ผู้รับเหมาจะต้องเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างอย่างเต็มความสามารถ และไม่ให้ผิดกำหนดเวลา...

ขอบคุณบทความจาก : houzzMate.com แหล่ง หาช่าง ผู้รับเหมา 

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ผู้รับเหมา ต้องรู้ การจัดการเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยรอบสถานที่ก่อสร้าง

ผู้รับเหมา ต้องรู้ การจัดการเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยรอบสถานที่ก่อสร้าง

ในงาน รับเหมาก่อสร้าง นอกเหนือจากการทำงานให้สำเร็จตามรูปแบบและเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ผู้รับเหมา ยังมีความรับผิดชอบในเรื่องอื่นๆ อีกหลายประการ ทั้งภายในสถานที่ก่อสร้าง ทั้งวัสดุสิ่งของและดูแลทีมงาน ซึ่งต้องจัดการให้เรียบร้อย แต่นอกจากการดูแลภายในสถานที่ก่อสร้าง ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ และหากไม่จัดการให้เรียบร้อย อาจจะกลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตจนน่าปวดหัว ! ซึ่งเรื่องนั้นก็คือ “ความสะอาด และ ความปลอดภัย รอบสถานที่ก่อสร้าง” !!!

การดูแลเรื่องของความสะอาดและความปลอดภัยรอบสถานที่ก่อสร้าง อย่าคิดว่านอกเหนือความรับผิดชอบของ ผู้รับเหมา ที่บางทีคิดว่าจัดการเฉพาะภายในพื้นที่ก่อสร้างก็เพียงพอ... เพราะในความเป็นจริง บริเวณรอบๆ พื้นที่ก่อสร้าง ก็เป็นพื้นที่ๆ ได้รับผลกระทบจากงานก่อสร้างด้วย และที่สำคัญ ! คนที่อยู่รอบๆ ที่ก่อสร้าง เขาจะถือว่า เขาได้รับผลกระทบโดยไม่ได้อะไรด้วย ! เรื่องนี้จึงต้องจัดการให้ดี ไม่เช่นนั้น อาจทำให้เกิดความไม่พอใจ และเกิดเรื่องราวลุกลามใหญ่โต มีการฟ้องร้อง หรือ กระทบกระทั่งกันจนเกิดเป็นปัญหาความยุ่งยากขึ้นมาได้....

ความสะอาดและความปลอดภัยรอบสถานที่ก่อสร้างที่ ผู้รับเหมา จะต้องใส่ใจและดำเนินการป้องกันคือ...

1. การจัดการเรื่องเศษวัสดุ เรื่องนี้ต้องจัดการอย่างครบวงจร ตั้งแต่เรื่องของการขนส่งวัสดุและเศษวัสดุเข้าออก ที่ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดตกหล่นร่วงลงบนถนน หากมีต้องรีบจัดการทำความสะอาดให้เร็วที่สุด การจัดพื้นสำหรับล้างทำความสะอาด ไม่ให้เศษวัสดุ ดิน โคลน ออกไปนอกสถานที่ก่อสร้าง รบกวนการจราจร ไปจนถึงการสร้างรั้ว ที่ต้องมีขนาดความสูงประมาณ 2 เมตร ป้องกันรอบบริเวณสถานที่ก่อสร้าง และในกรณีเป็นอาคารสูง ก็ต้องมีการติดตั้งตะแกรง โครงเหล็กและผ้าใบ ป้องกันเศษวัสดุตกหล่นออกไปภายนอกอย่างแน่นหนา เพราะหากตกลงไปอาจเกิดอันตรายกับผู้ที่อยู่รอบๆ สถานที่ก่อสร้างได้

2. การจัดการเรื่องเสียง เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ระวังได้ยากพอสมควร เพราะในงานก่อสร้างย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องการใช้เสียงได้ แต่ต้องจัดการให้รัดกุมที่สุด ตั้งแต่ระดับความดังของเสียง และเวลาในการก่อสร้างที่มีเสียงต้องเป็นไปภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนผู้ที่อยู่สถานที่ก่อสร้างมากเกินไป และไม่ผิดกฎหมาย...

3. การจัดการเรื่องอุปกรณ์เสริมในการป้องกันอันตรายและจัดการเรื่องความสะอาด เช่น สายดับเพลิง ถังดับเพลิง สัญญาณเตือนภัย สถานที่ล้างล้อรถก่อนออกจากพื้นที่ก่อสร้าง และต้องติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไว้ในจุดที่หยิบใช้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นส่วนอาคารที่ก่อสร้าง หรือ ในส่วนจัดเก็บวัสดุ ตลอดจนบ้านพักคนงาน (หากมีที่พักคนงานอยู่ภายในพื้นที่ก่อสร้าง) 

เรื่องเหล่านี้ ผู้รับเหมา จะต้องจัดการและดูแลอย่างละเอียดรอบคอบ อย่าชะล่าใจเด็ดขาด เพราะผลของความประมาทในเรื่องนี้ อาจจะทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้...